ลดความเสี่ยงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในผู้ติดเชื้อเอชไอวี ทำได้จริงหรือไม่?
|

ลดความเสี่ยงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในผู้ติดเชื้อเอชไอวี ทำได้จริงหรือไม่?

ผู้ติดเชื้อเอชไอวีจำนวนมากในปัจจุบันสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ และยืนยาว ด้วยการเข้าถึงยาต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพ แต่หนึ่งในความท้าทายสำคัญที่ยังคงอยู่ คือ การลดความเสี่ยงต่อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STIs) ซึ่งไม่ได้มีเพียงเอชไอวี แต่ยังรวมถึงซิฟิลิส หนองในเทียม หนองในแท้ เริม และไวรัสตับอักเสบบีหรือซีด้วย คำถามที่สำคัญคือ ผู้ติดเชื้อเอชไอวีสามารถลดการแพร่เชื้อ และลดการรับเชื้อเหล่านี้ได้จริงหรือไม่ และต้องอาศัยวิธีใดในการป้องกัน

ลดความเสี่ยงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในผู้ติดเชื้อเอชไอวี ทำได้จริงหรือไม่?

ทำไมผู้ติดเชื้อเอชไอวีจึงยังมีความเสี่ยงต่อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

  • ยาต้านไวรัสไม่ครอบคลุมโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ แม้ยาต้านไวรัสจะกดปริมาณเอชไอวีในเลือดจนตรวจไม่พบ แต่ไม่ได้ป้องกันเชื้อก่อโรคชนิดอื่น เช่น ซิฟิลิส หนองใน เริม HPV หรือไวรัสตับอักเสบ
  • พฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน การมีคู่นอนหลายคน หรือการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
  • การใช้สารเสพติด ทำให้ขาดการยับยั้งชั่งใจ เสี่ยงไม่ใช้ถุงยางอนามัย และเพิ่มโอกาสสัมผัสเชื้อ
  • การไม่ตรวจสุขภาพทางเพศอย่างสม่ำเสมอ การติดเชื้อที่ไม่มีอาการอาจคงอยู่ และแพร่ต่อไปโดยไม่รู้ตัว
  • ปัจจัยทางสังคม และจิตใจ การตีตรา และความกังวลอาจทำให้ไม่กล้าขอถุงยางอนามัย ไม่ตรวจโรค หรือไม่บอกคู่เมื่อสงสัยติดเชื้อ

ความสัมพันธ์ระหว่างเอชไอวีกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น

  • โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เพิ่มโอกาสแพร่เชื้อเอชไอวี โรคที่ทำให้เกิดแผล เช่น ซิฟิลิสหรือเริม สร้างช่องทางให้เชื้อเอชไอวีแพร่เข้าสู่คู่นอนได้ง่ายขึ้น
  • การอักเสบเพิ่มปริมาณไวรัสเฉพาะที่ การติดเชื้อหนองในหรือคลามัยเดียทำให้เยื่อบุอักเสบ เพิ่มการไหลเวียนของเซลล์ภูมิคุ้มกัน และเชื้อไวรัสในสารคัดหลั่ง แม้เลือดจะกดไวรัสจนตรวจไม่พบ
  • ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เอชไอวีทำให้ภูมิคุ้มกันเสียสมดุล ทำให้โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มีอาการรุนแรงขึ้น ติดเชื้อซ้ำบ่อยขึ้น และหายช้ากว่าคนทั่วไป
  • โรคบางชนิดอยู่ได้นาน และมีความเสี่ยงพิเศษ เช่น HPV ที่สัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งปากมดลูก และมะเร็งทวารหนัก ผู้ติดเชื้อเอชไอวีจึงต้องตรวจคัดกรองบ่อยกว่าคนทั่วไป
  • ปฏิสัมพันธ์สองทางโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ทำให้การแพร่เอชไอวีง่ายขึ้น ในขณะที่เอชไอวีทำให้โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์รุนแรงขึ้น จึงยิ่งเน้นความสำคัญของมาตรการป้องกันคู่ขนานทั้งสองด้าน

แนวคิด U=U และข้อจำกัด

หลักการ คืออะไร

  • U=U (Undetectable = Untransmittable) หมายถึง ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่รักษาด้วยยาต้านไวรัสต่อเนื่องจนปริมาณไวรัสต่ำจนตรวจไม่พบ ตามเกณฑ์ของห้องปฏิบัติการ จะ ไม่ถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีทางเพศสัมพันธ์ ให้คู่นอน
  • ตรวจไม่พบ ไม่ได้แปลว่าไม่มีเชื้ออยู่เลย แต่ต่ำกว่าขีดจำกัดที่ตรวจได้ของวิธีทดสอบ ทั้งนี้ยังต้อง คงสภาพตรวจไม่พบอย่างสม่ำเสมอ ด้วยการกินยาตรงเวลา

ทำไมถึงสำคัญ

  • ลดความกังวลเรื่องการถ่ายทอดเชื้อ ช่วยสร้างความมั่นใจในการใช้ชีวิตคู่
  • เป็นแกนกลางของการดูแล: กินยาสม่ำเสมอ → กดไวรัส → คุณภาพชีวิตดีขึ้น → ลดการแพร่เชื้อ

ข้อจำกัดที่ต้องเข้าใจ

  • U=U ครอบคลุม การแพร่เชื้อทางเพศสัมพันธ์ของเอชไอวีเท่านั้น ไม่ได้ป้องกัน โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น (ซิฟิลิส หนองใน คลามัยเดีย เริม ไวรัสตับอักเสบ ฯลฯ)
  • ต้องอาศัย ความสม่ำเสมอในการกินยา และการนัดตรวจติดตาม หากมีภาวะอักเสบจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ร่วม หรือ viral blip บางช่วง ควรเฝ้าระวัง และติดตามใกล้ชิด
  • ไม่ใช่ใบอนุญาต ให้ละเลยถุงยางอนามัย หรือการตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เพราะยังมีความเสี่ยงโรคอื่น

ลงมือทำทันที

  • ยึดเวลาการกินยาให้คงที่ทุกวัน ใช้ตัวช่วยแจ้งเตือน
  • เก็บผลตรวจล่าสุดไว้เสมอ และรักษาการนัดติดตามเพื่อยืนยันสถานะตรวจไม่พบ อย่างต่อเนื่อง
  • เสริมด้วยมาตรการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ อื่น ๆ (ถุงยางอนามัย ตรวจคัดกรอง วัคซีน)
การใช้ถุงยางอนามัยอย่างต่อเนื่อง

การใช้ถุงยางอนามัยอย่างต่อเนื่อง

ทำไมจำเป็นแม้มี U=U

  • ถุงยางอนามัย คือ ด่านแรก ที่ลด ทั้งการแพร่ และการรับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้กว้างที่สุด
  • ลดการอักเสบ/บาดเจ็บของเยื่อบุ จึงลดโอกาสรับเชื้อซ้ำซ้อน

วิธีใช้ให้ได้ผลจริง

  • เลือก ขนาดพอดี ไม่หลวม หรือคับเกินไป
  • ตรวจวันหมดอายุ สภาพซอง และฉีกซองด้วยมือ (ไม่ใช้กรรไกร/ฟัน)
  • ใส่ตั้งแต่เริ่มมีเพศสัมพันธ์จนจบ และบีบปลายถุงยางอนามัย ไล่อากาศก่อนรูดลง
  • ใช้ สารหล่อลื่นสูตรน้ำ หรือซิลิโคน กับถุงยางอนามัยลาเทกซ์ หลีกเลี่ยงสูตรน้ำมัน
  • เสร็จแล้ว จับขอบโคน ก่อนดึงออก ป้องกันหลุด/หก และทิ้งให้ถูกต้อง
  • เปลี่ยนถุงยางอนามัย ทุกครั้งที่เปลี่ยนคู่นอน/เปลี่ยนทางเพศสัมพันธ์ ไม่ใช้ซ้ำ

แก้ปัญหาที่พบบ่อย

  • ถุงยางอนามัยแตก/หลุดบ่อย: ทบทวนขนาด วิธีสวม และปริมาณสารหล่อลื่น
  • ระคายเคืองลาเทกซ์: เปลี่ยนเป็น โพลียูรีเทน/โพลีไอโซพรีน
  • แห้ง/เจ็บ: เพิ่มสารหล่อลื่น และลดแรงเสียดสี

บทบาทของยาต้านไวรัส และการติดตามผล

เป้าหมายการรักษา คือ การกดไวรัสให้ตรวจไม่พบ และคงสภาพระยะยาว → ลดการอักเสบระดับระบบ → ลดความเสี่ยงสุขภาพอื่น ๆ

สิ่งที่ควรติดตามเป็นระยะ

  • Viral load: เพื่อตรวจยืนยันการกดไวรัส และจับสัญญาณไวเร็วหากมีปัญหา
  • CD4/สุขภาพองค์รวม: ติดตามฟื้นตัวภูมิคุ้มกัน
  • ตับ/ไต และยาตีกัน: ทบทวนยาประจำ อาหารเสริม สมุนไพร
  • น้ำหนัก ความดัน ไขมัน น้ำตาล: เพื่อป้องกันโรคร่วมระยะยาว

เมื่อไรควรรีบพบแพทย์

  • มีอาการข้างเคียงรบกวนการกินยา
  • เผลอลืมยาต่อเนื่องหรือมีเหตุทำให้กินยาไม่สม่ำเสมอ
  • มีอาการเข้าข่ายโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (ตกขาว/หนอง ปวดแสบขณะถ่าย ปุ่ม แผลคัน เจ็บคอหลังรักเพศสัมพันธ์)

เชื่อมต่อบริการอื่น

  • วางแผน PrEP ให้คู่นอน (ถ้าเหมาะสม)
  • เชื่อมต่อการคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เชิงรุก และการฉีดวัคซีน

การตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นประจำ

ทำไมต้องถี่ (ทุก 3–6 เดือนตามความเสี่ยง)

  • โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายชนิด ไม่มีอาการ การตรวจจึงเป็นวิธีเดียวที่จะเจอ และรักษาได้เร็ว
  • รักษาเร็ว ลดการแพร่เชื้อ ลดการอักเสบ และลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน

ตรวจอะไรดี

  • ซิฟิลิส: เลือด (เช่น RPR/TPHA)
  • หนองใน/คลามัยเดีย: ตรวจ ตามตำแหน่งสัมผัส (ปัสสาวะ/ท่อปัสสาวะ, ทวารหนัก, คอหอย) ด้วย NAAT
  • ไวรัสตับอักเสบ B/C: เลือดตามข้อบ่งชี้
  • พิจารณาตรวจ เริม/HPV ตามความเหมาะสม และคำแนะนำผู้ให้บริการ

เทคนิคให้ทำได้จริง

  • ตั้งเตือนปฏิทินทุก 3–6 เดือน
  • สอบถามบริการ self-collection สำหรับตัวอย่างทวารหนัก/คอหอย (สะดวก และเพิ่มอัตราการตรวจ)
  • เมื่อพบเชื้อ ให้รักษาตามแนวทาง และ ชวนคู่มาตรวจ/รักษา พร้อมกันเพื่อตัดวงจรติดเชื้อซ้ำ
วัคซีนทางเลือกเสริมเพื่อเพิ่มการป้องกัน

วัคซีนทางเลือกเสริมเพื่อเพิ่มการป้องกัน

วัคซีนที่ควรพิจารณา

  • ไวรัสตับอักเสบ B (HBV): ช่วยป้องกันการติดเชื้อ และโรคตับเรื้อรังระยะยาว
  • เอชพีวี (HPV): ลดความเสี่ยงรอยโรคก่อนมะเร็ง และมะเร็งที่เกี่ยวข้อง (เช่น ปากมดลูก ทวารหนัก ช่องปากคอหอย)
  • ไวรัสตับอักเสบ A (HAV): พิจารณาในกลุ่มเสี่ยง (เช่น ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย)

ทำไมวัคซีนจึงสำคัญ

  • เติมเกราะชีวภาพ เสริมจากถุงยางอนามัย และการตรวจคัดกรอง
  • ลดความรุนแรง ภาวะแทรกซ้อน และการแพร่เชื้อในชุมชน

เคล็ดลับความครบถ้วน

  • ตรวจ ภูมิคุ้มกันเดิม ก่อน เพื่อวางแผนเข็ม/ตารางฉีด
  • บันทึกประวัติการฉีดในแอป/สมุดวัคซีน และยึดนัดตามกำหนด
  • ทบทวนวัคซีนร่วมกับแพทย์ปีละครั้ง พร้อมการตรวจติดตามอื่น ๆ

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติม

ผู้ติดเชื้อเอชไอวีสามารถลดความเสี่ยงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้จริง หากดูแลสุขภาพอย่างครบด้าน ตั้งแต่การกดไวรัสให้อยู่ในระดับตรวจไม่พบ การใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง การตรวจคัดกรองโรคทางเพศสัมพันธ์สม่ำเสมอ การรับวัคซีนที่จำเป็น รวมถึงการรับคำปรึกษา และติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง แนวทางเหล่านี้ไม่เพียงช่วยให้มีชีวิตทางเพศที่ปลอดภัย และมั่นใจขึ้น แต่ยังเป็นการป้องกันการแพร่เชื้อไปยังคู่รัก และชุมชนได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย

เอกสารอ้างอิง

  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC). HIV and Sexually Transmitted Diseases. Comprehensive information on how STIs affect people with HIV. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.hiv.gov/hiv-basics/staying-in-hiv-care/other-related-health-issues/sexually-transmitted-diseases
  • World Health Organization (WHO). Sexually transmitted infections (STIs) fact sheet. Global overview of prevention, risks, and control. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/sexually-transmitted-infections-(stis)
  • UNAIDS. Global HIV & AIDS statistics — Fact Sheet. Latest worldwide HIV statistics and prevention strategies. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.unaids.org/en/resources/fact-sheet
  • กระทรวงสาธารณสุขแห่งประเทศไทย. แนวทางการตรวจ รักษา และป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ประเทศไทย พ.ศ. 2564/2565. เว็บไซต์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://stisqsa.ddc.moph.go.th/app-assets/manual/2566
  • สมาคมโรคเอดส์แห่งประเทศไทย (Thai AIDS Society). Thailand National Guidelines on HIV/AIDS Treatment and Prevention 2021–2022. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.thaiaidssociety.org/thailand-hiv-aids-guideline/

Similar Posts

  • รู้ทันเอชไอวี จากโรคร้ายสู่โรคเรื้อรังที่ควบคุมได้

    ในอดีต เอชไอวี (HIV) ถูกมองว่าเป็นโรคร้ายแรงที่ไม่มีทางรักษา และเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์ และเทคโนโลยีปัจจุบัน เอชไอวีสามารถควบคุมได้ด้วยยาต้านไวรัส (ART) ทำให้ผู้ติดเชื้อสามารถมีชีวิตที่ยืนยาว มีสุขภาพแข็งแรง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีเหมือนกับผู้ที่ไม่มีเชื้อ

    การรับรู้เกี่ยวกับ เอชไอวีในฐานะโรคเรื้อรังที่ควบคุมได้ มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะช่วยลดความเข้าใจผิด ลดการตีตรา (Stigma) และส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพ

  • โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ วิกฤติสุขภาพที่ยังคงถูกมองข้าม

    โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ยังคงเป็นปัญหาสุขภาพระดับโลกที่ส่งผลกระทบต่อคนหลายล้านคนในแต่ละปี แม้ว่าจะมีความก้าวหน้าทางการแพทย์ และเทคโนโลยีมากมายที่ช่วยให้สามารถป้องกัน และรักษาโรคเหล่านี้ได้ แต่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ยังคงแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง และถูกมองข้ามในหลายสังคมด้วยเหตุผลต่าง ๆ เช่น ขาดความรู้ ความอาย หรือการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่จำกัด

    ฉะนั้นการทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ตั้งแต่ชนิดของโรค วิธีการแพร่เชื้อ ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนแนวทางป้องกัน และรักษา เพื่อให้คุณสามารถดูแลสุขภาพทางเพศของตัวเอง และป้องกันโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • อาการโรคหูดหงอนไก่ แตกต่างกันอย่างไรในผู้ชาย และผู้หญิง

    โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually Transmitted Infections: STIs) ยังคงเป็นหนึ่งในปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานที่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อ หนึ่งในโรคที่พบได้บ่อยคือ โรคหูดหงอนไก่ (Genital Warts) ซึ่งมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัส HPV (Human Papillomavirus) โรคนี้แม้ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิตในทันที แต่สามารถก่อให้เกิดความไม่สบายกาย ความอับอาย และความเครียดทางจิตใจ นอกจากนี้บางสายพันธุ์ของไวรัส HPV ยังมีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งในอนาคตอีกด้วย

    สิ่งที่สำคัญคือ อาการของโรคหูดหงอนไก่ในผู้ชายและผู้หญิงมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ซึ่งความแตกต่างเหล่านี้มีผลต่อการวินิจฉัย การรักษา และการป้องกัน หากเข้าใจลักษณะอาการของแต่ละเพศได้ถูกต้อง จะช่วยลดความเสี่ยงของการแพร่เชื้อ และเพิ่มโอกาสในการรักษาที่มีประสิทธิภาพ บทความนี้จะพาผู้อ่านเจาะลึกถึงโรคหูดหงอนไก่ตั้งแต่ความหมาย วิธีการติดเชื้อ อาการในผู้ชายและผู้หญิง ไปจนถึงการตรวจวินิจฉัย การรักษา และการป้องกันอย่างครบถ้วน

  • ทำไมการระบาดของโรคฝีดาษลิงจึงถูกเชื่อมโยงกับพฤติกรรมทางเพศ

    โรคฝีดาษลิง (Monkeypox หรือ Mpox) กลายเป็นประเด็นสำคัญในวงการสาธารณสุขโลกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะเมื่อมีการระบาดในหลายประเทศพร้อมกันในปี 2022–2023 และต่อเนื่องในบางพื้นที่ แม้เดิมทีโรคนี้จะถูกพบในแอฟริกาเป็นหลัก แต่การแพร่กระจายระหว่างคนสู่คนในครั้งนี้กลับเกิดขึ้นในวงกว้าง และมีรายงานจำนวนมากที่พบการติดเชื้อในกลุ่มผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชาย (MSM) จนเกิดการตั้งคำถามว่าทำไมการระบาดของโรคฝีดาษลิงจึงถูกเชื่อมโยงกับพฤติกรรมทางเพศ

    การเชื่อมโยงนี้ไม่ได้หมายความว่าโรคฝีดาษลิงเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แบบเดียวกับเอชไอวีหรือซิฟิลิส แต่เพราะเส้นทางการแพร่เชื้อของไวรัสสามารถเกิดได้จากการสัมผัสใกล้ชิดทางกาย รวมถึงการสัมผัสผิวหนังที่มีผื่นหรือแผลในระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ ดังนั้น การเข้าใจกลไกนี้อย่างถูกต้องเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อลดการตีตราและเพิ่มการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ

  • โรคเริม คืออะไร? ติดต่อได้อย่างไร? ป้องกันได้หรือไม่?

    โรคเริม (Herpes) เป็นโรคติดต่อที่พบได้บ่อยซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ซิมเพล็กซ์ (Herpes Simplex Virus หรือ HSV) โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน โรคนี้สามารถติดต่อได้ง่าย และมีแนวโน้มที่จะกลับมาเป็นซ้ำ แม้ในกรณีที่ไม่มีอาการก็ตาม ซึ่งอาจสร้างความกังวลใจให้กับผู้ป่วยทั้งในแง่ของสุขภาพกาย และใจ การทำความเข้าใจว่าโรคเริมคืออะไร ติดต่อได้อย่างไร และจะป้องกันได้หรือไม่นั้นเป็นกุญแจสำคัญในการดูแลตนเอง และลดความเสี่ยงการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น

  • ตรวจโรคซิฟิลิสเมื่อไรดี? คำตอบสำหรับคนที่มีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน

    ในยุคที่ผู้คนเริ่มเปิดกว้างต่อเรื่องเพศ และสุขภาพทางเพศมากขึ้น การตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กลายเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรถูกมองข้าม โดยเฉพาะกับโรคซิฟิลิส โรคติดต่อที่มีแนวโน้มกลับมาแพร่ระบาดในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย

    คำถามสำคัญที่หลายคนอาจสงสัยคือ ถ้าเคยมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ต้องตรวจซิฟิลิสเมื่อไร? คำตอบนี้ไม่ใช่เพียงแค่เพื่อความสบายใจ แต่เพื่อสุขภาพระยะยาวของคุณ และเพื่อไม่แพร่เชื้อต่อให้กับผู้อื่น