โรคหูดข้าวสุก ไม่ใช่เรื่องเล็ก เสี่ยงแพร่เชื้อทางเพศสัมพันธ์ได้

โรคหูดข้าวสุก ไม่ใช่เรื่องเล็ก เสี่ยงแพร่เชื้อทางเพศสัมพันธ์ได้

เมื่อพูดถึงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หลายคนมักนึกถึงโรคที่รุนแรงหรือเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย แต่ในความเป็นจริงยังมีโรคอีกหลายชนิดที่ถูกมองว่า ไม่อันตราย ทั้งที่สามารถแพร่เชื้อได้ง่าย และส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว หนึ่งในนั้นคือ โรคหูดข้าวสุก ซึ่งหลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงผื่นผิวหนังธรรมดา หรือเป็นโรคในเด็กเท่านั้น ความจริงแล้ว โรคหูดข้าวสุกในผู้ใหญ่ โดยเฉพาะเมื่อเกิดบริเวณอวัยวะเพศหรือรอบทวารหนัก ถือเป็นโรคที่สามารถติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ได้ และหากไม่ได้รับการรักษาหรือดูแลอย่างถูกต้อง อาจแพร่เชื้อไปยังคู่นอนหรือกลับมาเป็นซ้ำได้ง่าย โรคหูดข้าวสุก คืออะไร? โรคหูดข้าวสุก (Molluscum Contagiosum) เป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสในกลุ่ม Poxvirus ซึ่งทำให้เกิดตุ่มนูนขนาดเล็กบนผิวหนัง ลักษณะเด่นคือเป็นตุ่มกลม สีเดียวกับผิวหรือสีขาวมุก และมักมีรอยบุ๋มตรงกลาง แม้ชื่อจะฟังดูไม่รุนแรง แต่โรคนี้มีความสามารถในการแพร่กระจายได้ดี ทั้งจากการสัมผัสผิวหนังโดยตรง การใช้ของใช้ร่วมกัน และในผู้ใหญ่ การมีเพศสัมพันธ์ถือเป็นช่องทางการติดต่อที่สำคัญ ทำไมโรคหูดข้าวสุกจึงไม่ควรถูกมองข้าม แม้โรคหูดข้าวสุกจะไม่ทำให้เกิดอาการรุนแรงในทันที แต่หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา อาจนำไปสู่ปัญหาตามมาได้หลายประการ สาเหตุของโรคหูดข้าวสุก โรคหูดข้าวสุกเกิดจากการติดเชื้อ Molluscum Contagiosum Virus (MCV) ซึ่งไวรัสชนิดนี้จะเข้าสู่ร่างกายผ่านรอยถลอกหรือบาดแผลเล็ก ๆ บนผิวหนัง โดยผู้ติดเชื้ออาจไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังแพร่เชื้อให้ผู้อื่น ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อ ได้แก่ โรคหูดข้าวสุกติดต่อได้อย่างไร? หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือคิดว่าโรคหูดข้าวสุกติดต่อเฉพาะเด็ก แต่ในความเป็นจริง ผู้ใหญ่สามารถติดเชื้อได้ง่าย โดยเฉพาะผ่านกิจกรรมทางเพศ ช่องทางการติดต่อที่สำคัญ ได้แก่…

รุก–รับ อย่างปลอดภัย ลดความเสี่ยงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้อย่างไร?
|

รุก–รับ อย่างปลอดภัย ลดความเสี่ยงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้อย่างไร?

ในปัจจุบัน คำว่า รุก–รับ กลายเป็นคำที่พบได้ทั่วไปในบริบทของความหลากหลายทางเพศ และสุขภาพทางเพศ อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจของสังคมต่อบทบาทเหล่านี้ยังมีความคลาดเคลื่อนอยู่ไม่น้อย หลายคนเชื่อว่าการเป็น รับมีความเสี่ยงต่อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มากกว่า หรือบางคนมองว่าผู้ที่เป็น รุกปลอดภัยกว่าโดยอัตโนมัติ ความเชื่อเหล่านี้ไม่ถูกต้องทั้งหมด และอาจทำให้เกิดการประมาทในการป้องกันตนเอง

ความจริงแล้ว โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STI) ไม่ได้เลือกบทบาททางเพศ แต่ขึ้นอยู่กับ พฤติกรรม ความถี่ วิธีป้องกัน และการดูแลสุขภาพเป็นหลัก บทความนี้จะพาผู้อ่านไปทำความเข้าใจอย่างรอบด้านว่า รุก–รับคืออะไร เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงอย่างไร และสามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยวิธีใดบ้าง

อัปเดตวัคซีนป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่คนยุคใหม่ควรรู้ก่อนเริ่มมีเพศสัมพันธ์

อัปเดตวัคซีนป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่คนยุคใหม่ควรรู้ก่อนเริ่มมีเพศสัมพันธ์

ในยุคที่ผู้คนเปิดกว้างเรื่องเพศสัมพันธ์มากขึ้น ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually Transmitted Infections: STIs) จึงมีความสำคัญมากกว่าที่เคย เพราะแม้จะใช้ถุงยางอนามัยอย่างสม่ำเสมอ ก็ไม่สามารถป้องกันได้ 100% โดยเฉพาะโรคที่ติดต่อผ่าน การสัมผัสผิวหนัง เช่น HPV หรือบางชนิดที่ไม่มีอาการบ่งชัด เช่น ไวรัสตับอักเสบบี

หนึ่งในวิธีที่ได้ผลที่สุดสำหรับการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ คือ วัคซีนป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งปัจจุบันมีให้เลือกหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นวัคซีน HPV วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ หรือวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี ที่สามารถช่วยลดโอกาสเกิดโรคเรื้อรัง หรือโรคร้ายแรงที่เกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ได้อย่างมาก

ความจริงด้านสุขภาพจิตของผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ยังถูกละเลย

ความจริงด้านสุขภาพจิตของผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ยังถูกละเลย

แม้โลกปัจจุบันจะเต็มไปด้วยองค์ความรู้เกี่ยวกับเอชไอวี ทั้งด้านการรักษา การป้องกัน และแนวคิดใหม่ที่ช่วยลดอคติ เช่น U=U แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเป็น ปัญหาใหญ่ในเงามืด คือ สุขภาพจิตของผู้ติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิต ความสัมพันธ์ การงาน ความมั่นใจ และคุณภาพชีวิตในระยะยาวอย่างลึกซึ้งกว่าที่หลายคนคิด

ความกลัว การตีตรา ความไม่แน่นอน ความกังวลต่ออนาคต และความโดดเดี่ยว เป็นสิ่งที่ผู้ติดเชื้อจำนวนมากต้องเผชิญ แต่กลับถูกพูดถึงน้อยมาก ทั้งในครอบครัว สังคมออนไลน์ และแม้แต่ในวงการแพทย์เองบางส่วน

เราจะพาคุณสำรวจ ความจริงด้านสุขภาพจิตของผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่สังคมยังละเลย ตั้งแต่ประสบการณ์หลังรู้ผล การเปลี่ยนแปลงด้านอารมณ์ ปัจจัยที่ซ่อนอยู่ ผลกระทบทางจิตใจในระยะยาว และแนวทางฟื้นฟูที่ถูกต้อง

อย่าชะล่าใจ! ไวรัสตับอักเสบซีอาจติดต่อได้จากเพศสัมพันธ์แม้ไม่มีอาการ

อย่าชะล่าใจ! ไวรัสตับอักเสบซี อาจติดต่อได้จากเพศสัมพันธ์แม้ไม่มีอาการ

ไวรัสตับอักเสบซี (Hepatitis C Virus: HCV) คือหนึ่งในโรคติดต่อที่ เงียบแต่ร้ายแรง ที่สุดในโลก เพราะผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ ไม่มีอาการในระยะแรก จึงไม่รู้ตัวว่ากำลังเป็นพาหะของโรค และอาจแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้โดยไม่ตั้งใจ

หลายคนเข้าใจว่าไวรัสตับอักเสบซีจะติดได้เฉพาะจากการรับเลือดหรือใช้เข็มร่วมกันเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง เพศสัมพันธ์ ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่สามารถแพร่เชื้อได้เช่นกัน โดยเฉพาะในกรณีที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน มีคู่นอนหลายคน หรือมีการร่วมเพศที่ทำให้เกิดบาดแผล

ฉะนั้นการทำความเข้าใจไวรัสตับอักเสบซีอย่างละเอียด ตั้งแต่สาเหตุ อาการ การติดต่อจากเพศสัมพันธ์ ไปจนถึงแนวทางป้องกันและการรักษา เพื่อให้คุณไม่ชะล่าใจและสามารถดูแลสุขภาพได้อย่างถูกวิธี

ลดความเสี่ยงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในผู้ติดเชื้อเอชไอวี ทำได้จริงหรือไม่?
|

ลดความเสี่ยงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในผู้ติดเชื้อเอชไอวี ทำได้จริงหรือไม่?

ผู้ติดเชื้อเอชไอวีจำนวนมากในปัจจุบันสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติและยืนยาว ด้วยการเข้าถึงยาต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพ แต่หนึ่งในความท้าทายสำคัญที่ยังคงอยู่ คือ การลดความเสี่ยงต่อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STIs) ซึ่งไม่ได้มีเพียงเอชไอวี แต่ยังรวมถึงซิฟิลิส หนองในเทียม หนองในแท้ เริม และไวรัสตับอักเสบบีหรือซีด้วย คำถามที่สำคัญคือ ผู้ติดเชื้อเอชไอวีสามารถลดการแพร่เชื้อและลดการรับเชื้อเหล่านี้ได้จริงหรือไม่ และต้องอาศัยวิธีใดในการป้องกัน

เซ็กส์ไม่ปลอดภัย เสี่ยงติดไวรัสตับอักเสบบีได้จริงหรือ?

เซ็กส์ไม่ปลอดภัย เสี่ยงติดไวรัสตับอักเสบบีได้จริงหรือ?

ในยุคที่การให้ความสำคัญกับสุขภาพทางเพศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายคนอาจเคยได้ยินเกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่อันตราย เช่น ซิฟิลิส หนองใน หรือเอชไอวี แต่โรคหนึ่งที่มักถูกมองข้ามไป คือ ไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B Virus: HBV) ทั้งที่จริงแล้ว ไวรัสชนิดนี้สามารถติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ได้เช่นเดียวกัน และยังเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของโรคตับแข็ง และมะเร็งตับในประเทศไทย เราจะพาคุณเจาะลึกถึงความจริงว่า เซ็กส์ไม่ปลอดภัย จะเสี่ยงติดไวรัสตับอักเสบบีจริงหรือไม่ และควรป้องกันอย่างไร

รู้จักโรคฝีมะม่วงให้มากขึ้น ป้องกันก่อนสายเกินไป

รู้จักโรคฝีมะม่วงให้มากขึ้น ป้องกันก่อนสายเกินไป

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually Transmitted Infections: STIs) เป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ เพราะส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย และยังเป็นประเด็นด้านสาธารณสุขที่สัมพันธ์กับการป้องกัน HIV และโรคอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หนึ่งในโรคที่หลายคนอาจไม่ค่อยคุ้นหูคือ โรคฝีมะม่วง (Lymphogranuloma Venereum: LGV) ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Chlamydia trachomatis ชนิดรุนแรง แม้จะไม่พบได้บ่อยเท่าโรคหนองในหรือซิฟิลิส แต่ก็มีความอันตรายหากปล่อยไว้โดยไม่รักษา

เราจะพาคุณมาทำความรู้จักโรคฝีมะม่วงอย่างละเอียด ตั้งแต่สาเหตุ อาการ การติดต่อ ภาวะแทรกซ้อน วิธีรักษา และการป้องกัน เพื่อสร้างความเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสุขภาพทางเพศก่อนจะสายเกินไป

รู้ทันโรคแผลริมอ่อน จากการติดเชื้อสู่การดูแลรักษาอย่างถูกวิธี

รู้ทันโรคแผลริมอ่อน จากการติดเชื้อสู่การดูแลรักษาอย่างถูกวิธี

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STI) เป็นหนึ่งในปัญหาสาธารณสุขที่ยังคงท้าทายทั่วโลก และหนึ่งในโรคที่หลายคนอาจไม่คุ้นเคยนักคือ โรคแผลริมอ่อน (Chancroid) โรคนี้เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Haemophilus ducreyi ซึ่งทำให้เกิดแผลเจ็บปวดบริเวณอวัยวะเพศ และสามารถแพร่กระจายได้ง่ายหากไม่มีการป้องกันที่ถูกต้อง

แม้จะไม่พบบ่อยเท่าซิฟิลิสอหรือหนองใน แต่โรคแผลริมอ่อนก็มีความรุนแรง และส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก หากไม่ได้รับการวินิจฉัย และรักษาอย่างเหมาะสม ผู้ป่วยอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ได้มากขึ้น

อาการโรคหูดหงอนไก่แตกต่างกันอย่างไรในผู้ชายและผู้หญิง

อาการโรคหูดหงอนไก่ แตกต่างกันอย่างไรในผู้ชาย และผู้หญิง

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually Transmitted Infections: STIs) ยังคงเป็นหนึ่งในปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานที่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อ หนึ่งในโรคที่พบได้บ่อยคือ โรคหูดหงอนไก่ (Genital Warts) ซึ่งมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัส HPV (Human Papillomavirus) โรคนี้แม้ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิตในทันที แต่สามารถก่อให้เกิดความไม่สบายกาย ความอับอาย และความเครียดทางจิตใจ นอกจากนี้บางสายพันธุ์ของไวรัส HPV ยังมีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งในอนาคตอีกด้วย

สิ่งที่สำคัญคือ อาการของโรคหูดหงอนไก่ในผู้ชายและผู้หญิงมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ซึ่งความแตกต่างเหล่านี้มีผลต่อการวินิจฉัย การรักษา และการป้องกัน หากเข้าใจลักษณะอาการของแต่ละเพศได้ถูกต้อง จะช่วยลดความเสี่ยงของการแพร่เชื้อ และเพิ่มโอกาสในการรักษาที่มีประสิทธิภาพ บทความนี้จะพาผู้อ่านเจาะลึกถึงโรคหูดหงอนไก่ตั้งแต่ความหมาย วิธีการติดเชื้อ อาการในผู้ชายและผู้หญิง ไปจนถึงการตรวจวินิจฉัย การรักษา และการป้องกันอย่างครบถ้วน